บุญผะเหวด หรือ บุญพระเวส (เวสสันดร)ประเพณี บุญ เดือนสี่
บุญพระเวส หรือ บุญมหาชาติ ซึ่งเป็นการทำบุญในเดือนสี่ บางครั้งก็เรียก “ บุญเดือนสี่” ในบางท้องถิ่นจะทำบุญเดือนนี้ในเดือนสามรวมกับบุญข้าวจี่และบุญกุ้มข้าวใหญ่ ให้เป็น
บุญเดียวกันส่วนเดือนสี่ก็เว้นไว้ บุญผะเหวดส่วนมากจะกระทำกันในเดือนสี่ แต่จะกำหนด
เอาไว้วันใดนั้นแล้วแต่ความพร้อม เพราะว่าต้องมีการปรึกษาหารือและลงมติกันระหว่าง
ผู้นำในหมู่บ้าน เช่น ผู้อาวุโส กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และพระสงฆ์ ตลอดผู้ทรงวุฒิต่างๆ
ในหมู่บ้านการทำบุญผะเหวด เป็นการทำบุญเนื่องด้วยการรำลึกถึงอดีตชาติสุดท้ายของ
พระพุทธเจ้าที่ไ้ด้็เกิดมาเป็นพระเวสสันดร และได้บำเพ็ญทานบารมีอย่างแก่กล้า บรรพบุรุษชาวอีสานได้นำมาประสมประสานกับการละเล่นพื้นบ้านให้เกิดความสนุกสนาน
รื่นเริง ตามนิสัยรักสนุกของชาวอีสานแต่กำเนิดนั้นเอง การกำหนดวันงาน มี ๒ วัน
คือ วันโฮม (วันรวม) และ วันฟังเทศน์ ในวันโฮมฝ่ายสตรีแม่บ้านทั้งหลาย จะเป็นผู้จัด
บ้านเรือนไว้รับแขกบ้านอื่นและสตรีทำข้าวปุ้น (ขนมจีน)ไว้ทุกบ้านเรือน เตรียมของหวาน
หมากพลู บุหรี่ และที่นอนไว้คอยรับแขกด้วย เพราะอาจจะมีผู้มาพักค้างคืน ส่วนฝ่ายชาย
ซึ่งเป็นพ่อบ้านจะพากันไปเตรียมไว้ที่วัด จัดสถานที่ ทำที่ฟังเทศน์ ประดับประดาธรรมาสน์
ปักธงทิวไว้รอบวัด และทำที่หออุปคุต รูปนก รูปสัตว์ แขวนไว้ที่ศาลาการเปรียญ สำหรับพระภิกษุ-สามเณร ก็เตรียมสถานที่ต้อนรับพระภิกษุสามเณร ที่มาจากบ้านอื่น
ที่จะต้องมาพักแรมเพื่อร่วมเทศน์ในวันรุ่งขึ้นพิธีแห่อุปคุต ในตอนเย็นของวันรวม
จะมีการอัญเชิญพระอุปคุตจากแหล่งน้ำมาสู่ศาลาวัด มีเรื่องราวกล่าวไว้ว่า ในอดีต
พระอุปคุต ซึ่งเป็นพระเถระผู้ทรงฤทธิ์ นิรมิตกุฏิ อยู่กลางแม่น้ำใหญ่ สามารถปราบภูตผี
ปีศาจได้ ครั้งสมัย พระเจ้าอโศกมหาราช ได้รวบรวมพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากที่ต่างๆ มาบรรจุไว้ในสถูปเจดีย์ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมาใหม่ เสร็จแล้วจะทำการฉลองจึงทรงปริวิตกถึงมารผู้เป็นศัตรูคู่เวรของพระพุทธเจ้าจึงทรง
รับสั่งให้ไปนิมนต์พระอุปคุตมาในพิธีฉลองนั้น เมื่อมารรู้ว่าพระเจ้าอโศกมหาราชจะฉลอง
สถูปเจดีย์ก็มาแสคงฤทธิ์โต้ตอบกับพระอุปคุต ครั้งสุดท้ายพระอุปคุตได้เนรมิต
หนังสุนัขเน่า ผูกแขวนคอมารไว้ มารไม่สามารถแก้ให้หลุดได้ในที่สุดมารก็ยอมแพ้
พระอุปคุตจึงแก้หนังสุนขออกจากคอมารและนำเอาตัวไปกักขังไว้บนยอดเขา การฉลอง
พระสถูปเจดีย์ ครั้งนั้นจึงปลอดภัยและสำเร็จลงด้วยดี ดังนั้น บุญผะเหวดจึงนำเรื่องราว
ของพระอุปคุตมาเกี่ยวข้อง โดยถือความเชื่อจากเรื่องราวดังกล่าวนั้น จัดเป็นหอเล็กๆ
ข้างในบรรจุอัฐบริขารไว้ครบชุด เรียกว่า “ หออุปคุต ”ตั้งอยู่ทิศตะวันออกของศาลา
การเปรียญ เพื่อให้งานบุญผะเหวดมีความสงบเรียบร้อยด้วยประการทั้งปวง
การทำบุญผะเหวด มีกิจกรรมเป็นขั้นตอน ดังนี้
๑. การใส่หนังสือ เมื่อได้กำหนดวันงานแล้ว จะกำหนดการใส่หนังสือคือเอาหนังสือใบลาน
หรือ “ลำผะเหวด” มาแบ่งย่อยๆออกประมาณ ๓๐-๔๐ ผูกเป็นชุดแล้วนำเอาหนังสือ
ที่แบ่งไว้นั้น ไปให้ตามวัดต่างๆ เพื่อพระสงฆ์จากวัดนั้นๆ จะนำไปเทศน์ตามวันที่กำหนดไว้
โดยที่พระจะทราบเองว่าใบลานชุดของตัวเองได้มานี้อยู่กัณฑ์ไหน เมื่อถึงผูกของตน
ก็จะนำขึ้นไปเทศน์และทั้งหมดนั้นจะเป็นอักษรตัวธรรม การกระทำเช่นนี้เรียกว่า
“การใส่หนังสือ”
๒. การแห่ผะเหวด และ การแห่ข้าวพันก้อน ในตอนเย็นของวันโฮมจะมีการไปรวมกันที่ใด
ที่หนึ่ง ซึ่งสมมติกันว่าเป็นป่า ตามเรื่องราวในพระเวสสันดรชาดกและพากันแห่ผ้าซึ่ง
เขียนภาพเป็นเรื่องราวพระเวสสันดรชาดกทั้ง ๑๓ กัณฑ์ เข้สู่หมู่บ้าน ตามระยะทางจะมีผู้
ตั้งหม้อน้ำหอมไว้ สำหรับให้ผู้ที่แห่ผะเหวดไว้เอาดอกไม้จุ่มเป็นการบูชาพระเวสสันดร
พอถึงบริเวณวัดก็จะนำผ้าไปขึงไว้บริเวณรอบศาลาการเปรียญหมู่บ้านบางแห่งจะแห่ข้าว
พันก้อนไปด้วย แต่ส่วนใหญ่นิยมแห่ข้าวพันก้อนในตอนเช้ามืดของวันรุ่งขึ้น
“ ข้าวพันก้อน ” หมายถึง ข้าวเหนียวทำเป็นก้อนเล็กๆ โดยการแบ่งคนละกัณฑ์ หรือ
คุ้มละ ๕ กัณฑ์ ก็ได้ แล้วไปจัดทำข้าวมาตามจำนวนพระคาถาในแต่ละกัณฑ์บ้านละเล็ก
บ้านละน้อยเข้ากันได้ ๑,๐๐๐ ก้อน และนำมาถวายพุทธบูชา ในวันเทศน์มหาชาติ เป็นการบูชา “ พระคาถา”และมีชื่อดังนี้
๑. ทศพร ๑๙ พระคาถา
๒. หิมพานต์ ๑๓๔ พระคาถา
๓. ทานกัณฑ์ ๒๐๙ พระคาถา
๔. วนปเวส ๕๗ พระคาถา
๕. ชูชก ๗๙ พระคาถา
๖. จุลพน ๓๕ พระคาถา
๗. มหาพน ๘๐ พระคาถา
๘. กุมาร ๑๐๑ พระคาถา
๙. มัทรี ๙๐ พระคาถา
๑๐. สักกบรรพ์ ๔๓ พระคาถา
๑๑. มหาราช ๖๙ พระคาถา
๑๒. ฉกษัตริย์ (หกกษัตริย์) ๓๖ พระคาถา
๑๓. นครกัณฑ์ ๔๖ พระคาถา
นอกจากนี้ยังมีธงทิวอีก ๑,๐๐๐ ผืนซึ่งมีจุดประสงค์ให้ครบ ๑,๐๐๐ คาถาเหมือนกับ
ข้าวพันก้อน จะปักไว้หน้าพระ พุทธรูป หรือ ตามธรรมาสน์ หรือ วางไว้ตามต้นเสาธงทิว
ธงทิว ทำเป็นรูปช้าง ม้า เจดีย์ และอื่นๆ ขึงให้ยาวประมาณ ๑๐ เมตร ปักอยู่บนรอบ
บริเวณวัด
        เรื่อง พระเวสสันดร มีคติสอนใจหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องทานบารมี ทำให้คนฟังมีความซาบซึ้งในเนื้อหาและสนุกสนานในทำนองเทศน์ไปด้วย การเทศน์
ทำนองดังกล่าว เรียกว่า “ แหล่ผะเหวด ” ชาวบ้านจะไปนิมนต์พระเสียงดีมาเป็นพิเศษ
เรียกว่า “ เทศน์เสียง ”พระนักเทศน์เสียงเก่าๆ เป็นพระนักเทศน์อาชีพ มีผู้ฟังนิยมมาก
เหมือนกับ“ หมอลำ ”ที่ลำเก่งๆชาวอีสานถือคติว่าผู้ใดฟังเทศน์มหาชาติครบพันพระคาถา
ในวันเดียว ผู้นั้นจะมีบุญบารมีมากไม่ตกนรก และจะได้ไปเกิดในสมัยของพระพุทธเจ้า
องค์สุดท้าย คือ พระศรีอริยเมตไตรยหรือที่ชาวอีสานเรียกว่า พระศรีอารย์ การเทศน์
มหาชาตินั้นในอดีตจะเทศน์ให้จบทั้งพระพันคาถาในวันเดียว ตั้งแต่เวลาเช้ามืด
จนถึงค่ำมืดเลยทีเดียว
๓. การแห่พระอุปคุต จากแหล่งน้ำสู่หอพระอุปคุตบนศาลาที่จะมีการเทศน์มหาชาติ
๔. การเทศน์มหาชาติ ๑๓ กัณฑ์ โดยจะเริ่มตั้งแต่เช้า-เย็น
๕. การแห่กัณฑ์หลอน ในขณะที่พระภิกษุกำลังเทศน์มหาชาติอยู่นั้น ชาวบ้านจะแบ่งเป็น
กลุ่มๆ หาดนตรีพื้นบ้าน แห่กันไปในหมู่บ้าน เพื่อเรี่ยไรทรัพย์สินเงินทองของชาวบ้านมา
ทำเป็นกัณฑ์เทศน์ เมื่อรวบรวมได้พอสมควรแล้ว ก็จะแห่เข้ามาในวัดโดยไม่บอกกล่าว
ไว้ล่วงหน้า กัณฑ์เทศน์ที่ลักลอบเข้ามาเช่นนี้ เรียกว่า “ กัณฑ์หลอน ”ส่วนมากกัณฑ์หลอน
จะเข้ามาตอนบ่ายหรือตอนค่ำ ซึ่งมักจะไม่ตรงกับการเทศน์ กัณฑ์มัทรีกุมาร ชูชก
มหาราช ถ้ากัณฑ์หลอนเข้ามาในช่วงพระรูปใดกำลังเทศน์อยู่พระรูปนั้นก็จะได้รับ
กัณฑ์หลอนนั้นเองบุญผะเหวดนี้ นิยมกระทำกันในภาคอีสานจนถึงปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะ
จังหวัดร้อยเอ็ด ได้ส่งเสริมขึ้นมากเป็นพิเศษ ให้เป็นงานเทศกาลประจำปีของจังหวัดและ
มีโครงการของหน่วยงานราชการ และหน่วยงานเอกชนเข้าร่วมอีกมากมาย เป็นที่ดึงดูด
นักท่องเที่ยวชมงานเพิ่มจำนวนขึ้นทุกปี


 
 
Travel in Mukdahan Province จังหวัดมุกดาหาร
.
 
Copyright © 2007 http://www.hellomukdahan.com All Rights Reserved.
E-Mail : Webmaster@hellomukdahan.com